แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รอบรู้เรื่องอนุรักษ์พลังงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รอบรู้เรื่องอนุรักษ์พลังงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รู้หรือไม่แค่ปิดหน้าจอคอมก็ช่วยชาติประหยัดพลังงานได้........

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆของโลกเราได้มีการพัฒนาไปสู่ระบบที่เป็นดิจิตอลเต็มตัวขึ้นและคอมพิวเตอร์ก็เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นจากที่มีใช้เฉพาะในองค์กรใหญ่ๆหรือหน่วยงานของรัฐเท่านั้นปัจจุบันแทบจะพูดได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้าไปมีส่วนในเกือบทุกครัวเรือนด้วยซ้ำ และด้วยปัจจุบันนี้ราคาคอมพิวเตอร์ต่อเครื่องไม่ได้แพงมากมายเหมือนเมื่อหลายปีก่อนทำให้จำนวนของคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นมากในช่วงปีหลังๆนี้ และสิ่งที่เพิ่มตามมากับการเพิ่มขึ้นของจำนวนคอมพิวเตอร์นั่นก็คือพลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้เพิ่มมากขึ้นด้วย

แม้คอมพิวเตอร์อย่างเช่นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ PC นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าจะใช้กำลังไฟฟ้าอยู่ประมาณ 100 - 200 วัตต์ซึ่งอาจจะมองว่าน้อยแต่เมื่อมีคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่องรวมกันและถูกเปิดใช้งานเป็นระยะเวลานานๆนั้นก็ถือว่าใช้พลังงานไปมหาศาลทีเดียวและการเปิดใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นก็ใช่ว่าจะทำงานตลอดเวลา อาจจะมีช่วงที่ไม่ได้ใช้งานถูกเปิดทิ้งไว้บ้าง แล้วเราจะมีวิธีอย่างไรล่ะที่จะลดการสูญเสียในช่วงดังกล่าวได้โดยที่ไม่กระทบต่อการทำงานของเรา....


คุณรู้หรือไม่ว่าคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะที่เราใช้อยู่ใช้กำลังไฟฟ้าไปเท่าไร?

โดยทั่วไปแล้วคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ PC ในปัจจุบันนี้จะใช้กำลังไฟฟ้าอยู่ประมาณ 100 - 200 วัตต์ ซึ่งในแต่ละชิ้นส่วนของคอมพิวเตอร์นั้นก็จะใช้กำลังไฟฟ้าแตกต่างกันดังแสดงในตารางด้านล่า



จากตารางการใช้พลังงานไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ PC ด้านบนจะสังเกตุเห็นว่าส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดนั่นก็คือ จอมอนิเตอร์ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25-50 ของพลังงานที่คอมพิวเตอร์ใช้ทั้งหมดเลยทีเดียว

แนวทางการประหยัดพลังงานกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือ PC


1. เลือกใช้คอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมกับความต้องการ
2. ไม่เปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้เป็นเวลานานๆ เมื่อไม่ได้ใช้งานเพราะจะทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า
3. ปิดเครื่องและถอดปลั๊กเมื่อไม่ใช้
4. ปิดหน้าจอเมื่อไม่ได้ใช้งานนานกว่า 15 นาที
5. พึงระลึกไว้เสมอว่าสกรีนเซฟเวอร์ไม่ใช่ซอฟแวร์ช่วยประหยัดพลังงาน
6. เลือกใช้คอมพิวเตอร์ที่มีระบบประหยัดพลังงานแสดงโดยเครื่องหมาย Energy Star จะช่วยลดการใช้พลังงานลงสูงสุดถึงร้อยล่ะ 55 เลยทีเดียว


เครื่องหมาย Energy Star โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา (US.EPA) ได้กำหนดมาตรฐานในเรื่องการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสำหรับอุปกรณ์หลาก หลายประเภท รวมทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ขึ้นมาตรฐานนี้เป็นที่ยอมรับและถูกใช้งานอย่าง แพร่หลายในวงการอุตสาหกรรม

ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ต้องมีเครื่องหมาย Energy Star

เป็นที่ทราบกันว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีเครื่องหมาย Energy Star นั้นสามารถช่วยลดการใช้พลังงานของคอมพิวเตอร์ลงได้ถึงร้อยล่ะ 55 เลยทีเดียว ซึ่งสำคัญอย่างไรเรามาดูกัน

หากคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะเดิมที่เราใช้งานอยู่นั้นใช้กำลังไฟฟ้าอยู่ประมาณ 150 วัตต์ แต่หากเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีเครื่องหมาย
Energy Star จะใช้พลังงานประมาณ 67.5 วัตต์ ประหยัดไฟฟ้าไปถึง 82.5 วัตต์ ซึ่งอาจจะดูไม่มากแต่ถ้าหากในองกรณ์หรือหน่วยงานของคุณมีคอมพิวเตอร์อยู่ 100 เครื่อง จะประหยัดไปได้ 8.25 กิโลวัตต์ สมมติว่าองกรณ์หรือบริษัทเราทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน และทำงานประมาณ 300 วันต่อปี จะประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้าไปได้ถึง 19,800 กิโลวัตต์ต่อปีและหากเราเสียค่าไฟฟ้าอยู่ประมาณหน่วยล่ะ 3 บาท ดังนั้นเราจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนของพลังงานไฟฟ้ากับคอมพิวเตอร์ไปได้ถึง 59,400 บาท ซึ่งถือว่าเยอะทีเดียวกับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเลือก BTU แอร์ให้เหมาะสมกับขนาดห้อง

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าแอร์(Air Condition)หรือเครื่องปรับอากาศนั้นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยในการปรับสภาพอากาศให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยซึ่งอาจจะปรับอุณภูมิให้ต่ำลงหรือสูงขึ้นแล้วแต่ความเหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ภูมิประเทศโดยถ้าเป็นการปรับอุณภูมิให้สูงขึ้นเราจะเรียกว่า ฮีตเตอร์(Heater) แต่สำหรับไทยเรานั้นจะใช้ปรับให้อุณภูมิต่ำลงเพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อน และนอกจากจะปรับตั้งแอร์จะใช้ปรับตั้งอุณภูมิแล้วยังต้องมีการควบคุมปริมาณความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ความเร็วลมกลิ่นและสิ่งเจือปนในอากาศด้วย
เนื่องจากปัจจุบันนี้ปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปีและประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศที่มีอากาศร้อนชื้นเกือบตลอดทั้งปีร้อนเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้แอร์ถูกซื้อมาติดตั้งเพิ่มมากขึ้นในอาคารต่างๆและที่อยู่อาศัย แล้วเราจะมีวิธีการในการเลือกแอร์ที่จะนำมาติดตั้งอย่างไรล่ะถึงจะเหมาะสมและช่วยเราประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่ายด้วย

ก่อนอื่นเรามารู้จักกับ BTU ของแอร์กันก่อนว่าคืออะไร
BTU(British Thermal Unit) ที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศนั้นเป็นหน่วยความร้อน โดยเราจะได้ยินว่า แอร์ 1 ตัน แอร์ 2 ตัน นั้นคำว่า "ตัน" นั้นหมายถึง "ตันความเย็น" ซึ่งเป็นประสิทธิภาพในการทำความเย็น ที่เรียกว่า “ตันความเย็น” มีที่มาจากการทำให้ น้ำ เป็น น้ำแข็ง ปริมาณ 1 ตัน (หรือ 2,000 ปอนด์) ใน 1 วัน นั่นเอง


แล้วทำไมเราจะต้องเลือก BTU ของแอร์ให้เหมาะสมกับห้องด้วยล่ะ?

  • BTU สูงเกินไป คอมเพรสเซอร์ของแอร์จะทำงานตัดต่อบ่อย ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลง ทำให้ความชื้นในห้องสูงไม่สบายตัว แพงและสิ้นเปลืองพลังงาน
  • BTU ต่ำเกินไป คอมเพรสเซอร์ของแอร์จะทำงานตลอดเวลา เพราะความเย็นของห้องไม่ได้ตามอุุณภูมิที่ตั้งไว้ ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและแอร์เสียเร็ว

ขนาดห้องของเราจะติดแอร์กี่ BTU ดีถึงจะเหมาะสม

เราสามารถคำนวนหา BTU ได้จากสูตร


โดยตัวแปรมี 2 ค่าที่ใช้คือ

700 = ห้องที่มีความร้อนน้อยไม่ค่อยโดนแสงแดดหรือใช้เฉพาะตอนกลางคืน
800 = ห้องที่มีความร้อนสูงโดนแสงแดดมากหรือใช้ตอนกลางวันมาก
กรณีที่ห้องมีความสูงมากกว่า 2.5 เมตรให้บวกเพิ่ม 5%


ปัจจัยที่เราจะต้องพิจารณาเพิ่มเติม

1. จำนวนและขนาดของหน้าต่าง
2. ทิศทางของแดดและที่ตั้งของห้อง
3. วัสดุหลังคาว่ามีฉนวนกันความร้อนไหม
4. จำนวนคนที่ใช้ห้อง
5. อุปกรณ์ภายในห้องกั้นทางแอร์หรือไม่
6. เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องที่ก่อให้เกิดความร้อน เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เตารีด คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

เราสามารถเลือก BTU ให้เหมาะกับห้องได้ดังตารางต่อไปนี้



ที่มา :
- http://www.roi8.com/
- http://air2home.com/
- http://th.wikipedia.org/